๑๓๖ ข้อ อำเภอเชียงคาน
posted on 14 Apr 2011 17:06 by mayharuko๑) เชียงคานเป็นชื่ออำเภอเล็กๆ ในจ.เลย
๒) เชียงคานคือชุมชนบ้านไม้เก่าริมฝั่งโขง
๓) หากเสพย์ติดอาร์ซีเอ, เพลงดิสโก้, อาหารฝรั่ง, ห้างสรรพสินค้า และบูชาความศิวิไลซ์ เชียงคานจะทำให้คุณผิดหวัง (อย่างแรง)
๔) หมอชิตในวันที่ ๕ เมษายนคนเยอะพอๆ กับปลวกหนีไฟไหม้ ไม่รู้ว่าแห่มาจากไหน นี่มันยังไม่สงกรานต์เลยนะเว้ยเฮ้ย
๕) ถ้าเพิ่งไปหมอชิตเป็นครั้งแรก อย่าอุตรินัดเจอกันที่เซเว่นอีเลฟเว่น มันจะบ้ามีหลายสาขาไปทำไมไม่รู้
๖) ชานชาลาที่หมอชิตมีร้อยกว่าชานชาลา แต่ละชานชาลากว้างขนาดแมวสีสวาทสามตัวดิ้นตาย
๗) อย่าหวังพึ่งเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เพราะเราจะพบมันหลังจากที่เราเจอจุดหมายปลายทาง
๘) ไม่มีคำว่าแน่นอนสำหรับรถทัวร์ที่นี่ รถ ๓ ทุ่ม ๑๐ อาจได้ออกก่อนรถรอบ ๒ ทุ่มครึ่ง
๙) ของว่างบนรถ (แอร์เมืองเลย) คือขนมปังไส้เผือกฟาร์มเฮาส์ กับ น้ำดื่มพะยี่ห้อ ‘แอร์เมืองเลย’ ๑ ขวด
๑๐) ในตั๋วระบุว่า ‘คูปองอาหาร ๑๕ บาท’ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้ใช้สิทธิ์นั้นเสมอไป
๑๑) เพลงบนรถทัวร์ไม่ต่างอะไรกับเพลงที่เปิดบนรถฉิ่งฉับทัวร์
๑๒) โคโยตี้งานวัดมีอยู่จริง และหาดูได้จากทีวีรถทัวร์ทั่วไป
๑๓) นั่งรถทัวร์ไม่ต่างอะไรกับซื้อหวย ได้นั่งใกล้กับคนกรนน้อยก็รอดไป แต่อาจโชคซวยได้ดมกลิ่นตีนผสมกลิ่นห้องน้ำเป็นที่ระลึกแทน
๑๔) และเพื่อเป็นการเพิ่มความประทับใจ รถทัวร์น่าจะทำยาดมแจกล้างกลิ่นซวย
๑๕) จักรยานสามารถโหลดฟรีใต้ท้องรถ แต่หากพื้นที่เต็ม สถานะจักรยานจะถูกอัพเกรดเทียบเท่ากับผู้โดยสารทั่วไป เพราะมันจะมานอนแช่อยู่ข้างๆ ที่นั่งเรา
๑๖) อย่าเชื่อหากรถทัวร์บอกว่าจะถึงเชียงคานเวลา ๖.๓๐ น.
๑๗) คนเชียงคานไม่นิยมตื่นเช้า เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรีบ
๑๘) Slow life คือคติประจำใจของคนเชียงคาน อย่าเร่งและอย่ารีบ ถ้าไม่เข้าใจให้ชะโงกหน้าดูแม่น้ำโขง จังหวะการไหลเท่ากับจังหวะการใช้ชีวิตของคนที่นี่
๑๙) อย่าตระหนกเมื่อรถจอดสถานีเชียงคานและพบว่ามีผู้โดยสารเหลือ ๔ คนถ้วน (แอบมุดท่อลงกันไปตอนไหนวะ)
๒๐) จากสถานีสามารถนั่งรถสกายแล็ปต่อไปยังที่พักได้ สนนราคา ๒๐ บาทต่อคน
๒๑) โชเฟอร์สกายแล็ปโชว์เก๋าด้วยการแจกนามบัตรหลังจากส่งเราถึงที่หมาย อยากใช้บริการ...โทรมา
๒๒) อย่าแปลกใจหากไม่สามารถเช็คอินเข้าที่พักเพราะประตูยังไม่เปิด บอกแล้วว่าคนที่นี่เค้า Slow life
๒๓) สามารถฆ่าเวลารอเข้าพัก (ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้) โดยการแบกเป้เดินไปเดินมา เป็นการออกกำลังกายที่คาดไม่ถึงจริงๆ
๒๔) ร้านอาหารที่นี่เปิดเช้า ๘.๓๐ น.ก็เปิดให้บริการ ไม่อยากสะพายเป้ให้หนักบ่าก็แวะร้านอาหาร
๒๕) มื้อแรกของที่นี่คือ ‘กะเพราหมูราดข้าว’ สิ้นคิดจริงๆ
๒๖) และที่น่าตะลึงอึ้งไม่น่าคบและหยะแหยงคือ ‘กินข้าวโดยไม่ได้แปรงฟัน’
๒๗) หมูที่นี่นุ่มลิ้นมากกกกกกกและได้รสชาติหมูจริงๆ ไม่ใช่หมูแช่แข็ง
๒๘) แต่หากกลับมาเล่าให้ที่ทำงานฟัง อาจโดนสกัดต่อมรับรสด้วยคำว่า ‘มันเป็นเนื้อหมารึเปล่า?’
๒๙) เราค้นพบว่า ‘บ้านชานเคียง’ สามารถเข้าได้ทางด้านหลัง
๓๐) สิ่งแรกที่ทำหลังจากไขประตูห้องคือ ‘นอน’ โดยไม่ได้อาบน้ำ (มานึกได้เอาวันสุดท้ายก่อนกลับ)
๓๑) และจากการสังเกตทำให้เห็นว่า หลังคาห้องชานรวมรั่วหลายจุด
๓๒) พายุฝนน่ากลัวกว่าฝนตกหนัก เพราะมันสามารถพัดพาทุกอย่างไปได้ในพริบตา วิ่งปิดหน้าต่างกันแทบไม่ทัน เสียงดังประหนึ่งจะพัดบ้านไปทั้งหลัง
๓๓) ไม่มีความลับใน ‘บ้านชานเคียง’ ใครพูดอะไรได้ยินหมด ยิ่งเสียงตอกตะปูจากบ้านข้างๆ ได้ยินชัดเจนทะลุค้อน, ทั่ง, โกลน
๓๔) สิ่งที่ค้นพบได้ระหว่างการใช้ชีวิตที่นี่คือ เสื้อยืด + กางเกงยีนส์ตัดขาแค่เข่าไม่ต้องเย็บชาย + รองเท้าแตะ เหมาะมากกับการนั่งรับลมริมแม่น้ำโขง
๓๕) บ้านทุกหลังในเชียงคานจะกำกับด้วยป้ายชื่อหัวหน้าบ้าน
๓๖) เชียงคานมีวิทยุชุมชน แม้ว่าบางทีเราจะฟังไม่เข้าใจว่าเค้าพยายามจะพูดอะไร
๓๗) customer service ที่นี่ทำหน้าที่แจกสารให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้หรือบางทีก็แจ้งข่าวการประชุม พาหนะประจำตำแหน่งคือรถถีบหรือไม่ก็แมงกะไซค์ ยูนิฟอร์มตามแต่จะหยิบอะไรมาใส่ และบางทีก็หน้าละอ่อนเหมือนเด็กมัธยม
๓๘) เชียงคานจะเงียบ ๘ เดือน คึกคัก ๔ เดือน (ฟังจากปากคนท้องที่)
๓๙) ที่พักในเชียงคานมีมากมายเรียงรายเป็นดอกเห็ดบานหน้าฝน จะเอาติดริมแม่น้ำโขงหรือติดตลาดเลือกได้ตามความชอบ
๔๐) เซเว่นที่นี่ไม่มีเสียงตื๊อ ตื๊ด และสีประจำร้านคือน้ำตาลไม้ หาใช่เขียว-แดงไม่
๔๑) คาดว่าฝั่งลาวเลี้ยงวัวด้วยการให้อมฮอลล์ เสียงดีไม่มีตกมาถึงฝั่งไทย และสำหรับคนขี้สงสัย วัวประเทศลาวกับวัวประเทศไทยร้องเหมือนกัน
๔๒) ที่นี่มีร้านอินเตอร์เน็ตเปิดให้บริการ และกว่า ๙๐% ของคอมพ์ที่นี่เป็นตระกูลแมค
๔๓) เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนเป็นมิตร เดินเมืองนี้กรุณาอย่าขาดรอยยิ้ม
๔๔) อย่างที่บอกว่าเชียงคานมันเล็กนิดเดียว อย่าได้ก่อวีรกรรมทำตัวฤทธิ์เพราะคนที่นี่จะจดจำไป ๗ ชั่วโคตร
๔๕) ของฝากยอดฮิตที่นี่คือ ‘ผ้านวมผ้าฝ้ายแท้’ มีแบบยัดไยสังเคราะห์กับยัดนุ่นแท้ๆ นุ่นจะหนักกว่า, นอนสบายกว่า และแน่นอนว่า แพงกว่า
๔๖) ผ้านวมแบบนี้หาซื้อได้ที่ตลาดนัดจตุจักร แต่แน่นอนว่า ต่างสถานที่กัน ความรู้สึกที่ซื้อก็ต่างกัน
๔๗) อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดคือ ‘ส่งโปสการ์ด’ ส่งหาใครก็ได้ หาตัวเองก็ได้ ซื้อเสร็จเขียนเสร็จ เดินเลียบบ้านเก่าไปเรื่อยๆ จะเจอที่ทำการไปรษณีย์ หย่อนตู้เองเลย
๔๘) บางร้านทำเก๋มีตราประทับประจำร้าน ใครจะล่าเก็บแต้มก็ได้ไม่ว่ากัน
๔๙) แต่ถ้าพลาดหย่อนตู้ที่ปณ.เชียงคาน แถวถนนคนเดินก็มีตู้ปณ.อยู่เรื่อยๆ
๕๐) เผลอไปหย่อนตู้เล็กเพราะเห็นว่าน่ารักดี หย่อนเสร็จเห็นว่าข้างตู้ไม่ระบุเวลาไข ตอนนี้ได้แต่นั่งลุ้นว่า ตู้นั้นมันจะลืมกลืนโปสการ์ดตลอดไปหรือเปล่า
๕๑) คนที่นี่เส้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็น เส้นขนมจีน, เส้นเล็ก, เส้นหมี่, เส้นก๋วยจั๊บญวน
๕๒) มาแล้วก็อย่าลืมเป็นเด็กกินเส้น กินอาหารประจำเมือง อย่าง ข้าวปุ่นน้ำแจ่ว, จุ่มนัว (ยายพัดซอย ๑๐), แกงเส้น, ข้าวเปียก
๕๓) ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว คือ ผักบุ้งสด + ถั่วงอกสด + เส้นขนมจีน + หมูและเครื่องในหมู + น้ำซุปน้ำแจ่ว + คื่นฉ่ายโรยหน้า
๕๔) จุ่มนัวรสชาติเหมือนผัดไทราดด้วยน้ำสุกี้ รสชาตินัวเหมือนชื่อและหมูนุ่มไม่เป็นอันตรายต่อฟันปลอมและเหงือกคนแก่ ไม่ชอบเส้นเล็กก็เลือกวุ้นเส้นหรือหมี่ขาวก็ได้
๕๕) ส่วนข้าวเปียกก็คือ ‘ก๋วยจั๊บญวน’ ดีๆ นี่เอง
๕๖) เลือดหมูที่นี่อร่อยมากกกกกกก ไม่คาวเหมือนที่เคยกินในกรุงเทพฯ
๕๗) อย่าตกใจถ้าบางร้านมีพริกสดตำและขวดน้ำส้มสายชูแทนพริกน้ำส้ม
๕๘) คนที่นี่เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ชอบ เพราะงั้นไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำปลาหรือน้ำส้มสายชู จะปรากฏในรูปแบบบิ๊กไซส์เท่านั้น
๕๙) อาหารสัญชาติเชียงคานอื่นๆ ได้แก่ ไข่กระทะ, บาร์เก็ต, ปาท่องโก๋ยัดไส้, ต้มส้มปลาคัง
๖๐) หากไม่ชอบไข่ก็สั่งมาแล้วแบ่งกันกินกับเพื่อนก็ได้
๖๑) ‘เฮือนหลวงพระบาง’ คือร้านอาหารริมโขงที่มีคนเข้าร้านทุกๆ ๕ นาที และโต๊ะริมน้ำคือทำเลที่ทุกคนกระหาย เรามารู้ความจริงข้อนี้ ๑ วันหลังจากได้ไปนั่งกินและที่สำคัญได้โต๊ะริมแม่น้ำ
๖๒) ‘เฮือนหลวงพระบาง’ อาหารจะจืด ส่วน ‘บ้านศรีพรรณ’ รสชาติจะจัดจ้านกว่า เราอ่านเจอในหนังสือแนะนำเชียงคานหลังจากที่ได้ไปกินมาทั้ง ๒ ร้าน และยืนยันว่าหนังสือเล่มนั้นไม่พูดปด
๖๓) สันนิษฐานได้ว่าคนที่นี่รักหมา เพราะมีหมาเดินอยู่เต็มชุมชน จะหมาบ้าน, หมาวัด, หมาพันธุ์ไทย, หมาพันธุ์นอก หรือหมาสัญชาติลูกครึ่ง
๖๔) หมาประจำบ้านศรีพรรณชื่อ ‘แก้ว’ พิสูจน์แล้วมันเป็นหมาตัวผู้แต่ชอบเข้าไปนอนในห้องน้ำหญิงที่ ‘บ้านชานเคียง’ สรุปสั้นๆ จากการสังเกตการณ์ ‘แก้วเป็นหมากะเทย’
๖๕) แก้วเป็นหมาชอบติดตาม ตื่นลงมาใส่บาตรแก้วก็ยังเดินตาม แต่หลังจากไล่ให้แก้วกลับบ้าน แก้วก็ไม่คุยกับพิมพาอีกเลย
๖๖) อาหารที่นี่ราคาแพงน้อยกว่าน้ำหวาน
๖๗) มาตรฐานราคาน้ำทั่วไปของที่นี่จะอยู่ที่ ๓๕ บาทต่อแก้ว
๖๘) ร้านอาหารส่วนใหญ่มีน้ำเปล่าให้กดบริการตัวเอง เพื่อเป็นการประหยัดก็ย้ายก้นไปกดเอา
๖๙) ชาเย็นของบ้านชานเคียงอร่อยเทพ
๗๐) มีร้านอาหารร้านนึงที่เมนูไม่เข้าพวก ทุกอย่างดูลงตัวหมด แต่แซลมอนและซาชิมิโผล่มาได้ยังไง (แต่ถ้าบอกว่าเป็นซาชิมิปลาบึกก็จะเทหน้าตักปักใจเชื่อ)
๗๑) ไม่แปลกหากวันที่ ๒ จะเจอคำถามจากคนท้องถิ่นว่า ‘ยังไม่กลับอีกเหรอ?’ เค้าไม่ได้ไล่ แต่คงแปลกใจว่ามันอึดเว้ย เพราะเมืองนี้มันเงียบและไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำมากมายนอกจากเดินและถ่ายรูป
๗๒) คนเชียงคานคุ้นเคยกับการเฝ้ามองคนยืนเต๊ะท่าถ่ายรูป และทำใจได้ที่จะเอาบ้านตัวเองมาแบ่งให้คนอื่นกิน, นอน, นั่งเล่น
๗๓) ถ้ามาวันธรรมดาทั้งชุมชนจะเงียบมาก แต่ถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์ และหน้าเทศกาล คนจะเยอะเป็นหนอนโดนน้ำตาเทียน และแน่อน พิมพาไม่ชอบฝูงชน
๗๔) ข้อดีของการมาวันธรรมดาคือ เราสามารถนั่งแช่ในร้านอาหารได้นานตามต้องการเพราะไม่มีใครมายืนเขม่นรอโต๊ะ
๗๕) ร้านค้าที่นี่เปิดตามใจตัว ไม่ได้เปิดตามทัวริสต์ โปรดอย่าคาดหวังใดๆ
๗๖) ช่วงที่เราไป ร้าน ‘สองผัวเมีย’ กำลังปิดปรับปรุง
๗๗) หาไอเดียตกแต่งบ้านได้จากร้านรวงต่างๆ ตลอดถนนคนเดิน
๗๘) แต่ถ้าอยากรู้เรื่อง ‘พญานาค’ ให้ไปนั่งกินจิ้มจุ่มที่บ้านครูน้อย
๗๙) แต่อย่าคาดหวังเรื่องรสชาติ เพราะมันก็แค่น้ำต้มใส่ผงซุปรสดี หย่อนผักลงไป หย่อนเนื้อหมูตาม เอาตะเกียบคีบมาจิ้มน้ำจิ้มสุกี้เท่านั้นเอง
๘๐) ทำกินที่บ้านเองได้ แต่อย่างที่โกวเล้งบอกไว้ ‘ข้าพเจ้าไม่ได้ติดใจในรสชาติของสุรา หากแต่ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา’ ฉันใดก็ฉันนั้น
๘๑) แต่ถ้านั่งต่ออีกนิดคิดว่าคงได้ค้างคืนบ้านครูน้อยจริงๆ ป้าแกเล่ายาวแบบนอนสต๊อป สิริรวมนั่งอยู่เกือบ ๒ ชั่วโมง ป้าแกยังเล่าไม่จบ
๘๒) กิจวัตรประจำวันช่วงเช้าของที่นี่คือ ‘ตักบาตร’
๘๓) เราแหวกขี้ตาตื่นตี ๕ ครึ่งเพื่อจะรับรู้ว่า พระออกบิณฑบาตตอน ๖ โมง ๒๐
๘๔) ก็บอกแล้วว่าที่นี่เค้าไม่รีบร้อน
๘๕) ชุดตักบาตรสามารถหาซื้อได้ทั่วไป หรืออยากเตรียมเองก็ข้ามไปซื้อที่ตลาดสดได้
๘๖) ตลาดสดที่นี่เปิดเร็วมาก ตี ๓ ก็ขายกันแล้ว แต่พอ ๑๐ โมงกว่าๆ ตลาดก็วาย
๘๗) ไม่ต้องบรรจงปั้น, กด, บีบ ข้าวเหนียวก่อนใส่บาตร จำไว้ว่าให้พระฉันไม่ได้ให้เอาใส่ปากตัวเอง
๘๘) หากใส่ข้าวเหนียวให้เณรรูปแรก และใส่นมกล่องให้เณรรูปหลัง เณรรูปแรกจะหันไปจ้องกล่องนมด้วยสายตาที่ต้องการวิสัชนา
๘๙) กิจกรรม ๒ วันแรกในเชียงคานคือเช้าตื่นมาเที่ยว เที่ยงกลับไปนอน และเย็นออกเดินถนนคนเดิน
๙๐) ส่วนวันสุดท้ายหลังจากเช็คเอาท์ตอน ๑๑ โมง เราไม่มีที่ไป และไม่สามารถนอนกลางวันได้เหมือน ๒ วันแรก
๙๑) วันสุดท้ายเลยเป็นเหมือนเด็กเร่ร่อน
๙๒) ฝากกระเป๋าไว้ที่บ้านชานเคียง แล้วก็ออกเดิน เดินไปเรื่อยๆ โชคดีที่ร้านค้าที่นี่ไม่รีบเปิด เลยได้ไปนั่งบนแคร่หน้าร้านประตูสีฟ้า คุยกันสนุกดี แต่ร้อนฉิบหาย
๙๓) วัดเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ หลังจากหาที่ลงไม่ได้ เลยเดินไปไหว้พระในวัด เปิดพัดลม และเริ่มนั่งคุย
๙๔) ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคนเกิดอยากแสวงบุญที่วัดเดียวกัน จำใจเปิดตูดกลับ
๙๕) ไปนั่งค้างอยู่ร้านกาแฟ สั่งชามาคนละแก้ว แลกกับนั่งแช่อยู่ในนั้นประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่าๆ
๙๖) ท่านั่งพิมพาน่าจะออกอาการชิลล์มากกว่าปกติ เลยมีคนมาขออนุญาตถ่ายรูปข้างร้าน (เอ่อ...คือว่าเจ้าของร้านอยู่ด้านในนะน้อง)
๙๗) นั่งนานไปเกิดอาการเกรงใจ เลยต้องย้ายไปนั่งร้านอื่น กิจกรรมกินดะจึงเกิดขึ้น
๙๘) การกินทำให้เรามีอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นจริงๆ
๙๙) เช่ามอเตอร์ไซค์ขับจะทำให้ชีวิตในเชียงคานมีสีสันขึ้น
๑๐๐) ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวสมบูรณ์พร้อม ข้อมูลไม่ต้องเป๊ะมากก็ได้ ข้างหน้ายังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ พระเจ้าประทานปากมาให้พูด ถึงเวลาก็จงถาม
๑๐๑) จากเชียงคานขับไปภูทอก ๘ กิโลเมตร จอดรถทิ้งไว้และต่อรถขึ้นไปอีกคนละ ๒๕ บาท
๑๐๒) เราดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอก และเฝ้าพระอาทิตย์ตกที่ริมแม่น้ำโขง
๑๐๓) ถ้าโชคดีจะเห็นหมอกคลุมทั้งเมืองและพระอาทิตย์ขึ้น และวันนั้นเราคือนางสาวโชคดี
๑๐๔) อย่าถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นส่งไปให้พี่ที่ทำงานดู เพราะจะได้คำตอบกวนบาทาว่า ‘ที่กรุงเทพฯ ไม่มีพระอาทิตย์ให้ดูเหรอ?’
๑๐๕) แต่จริงๆ แล้วพี่เค้าอิจฉาที่ไม่ได้ไปกับเรา
๑๐๖) ถ้าลุงคนขับถามว่าจะลงไปแล้วยัง แล้วเราตอบว่า ‘ยัง’ ลุงจะปล่อยให้เรานั่งเงกอยู่บนภูจนกว่าจะมีคนขึ้นมาใหม่ เราจึงจะได้อาศัยรถลงไป
๑๐๗) และนั่นเองที่ทำให้เราต้องนั่งปัดมด, ไกวชิงช้าอยู่บนภูเกือบครึ่งชั่วโมง
๑๐๘) ลุงแนะนำว่า มาแล้วควรจะไปไหว้พระที่ ‘วัดพระบาทภูควายเงิน’ จากนี้ไปแค่ ๘ กิโลเอ๊ง มอเตอร์ไซค์ขับขึ้นได้
๑๐๙) เราเชื่ออย่างหมดใจว่า ‘ลุงไม่โกหก’
๑๑๐) แล้วเราก็บิดไปอีก ๘ กิโล คำเตือนคือทางชันมาก ตบเกียร์ ๒ แล้วรถเริ่มดัง ‘ครืดดดดดดดดดดดด’ ขาพิมพาชาวาบ รถกูจะไหลลงป่าววะ
๑๑๑) พี่กวางแนะนำให้ลงแล้วเข็นรถขึ้นไป
๑๑๒) โชคดีที่สุดท้ายเราไปถึงวัดโดยสวัสดิภาพ (และไม่ต้องเข็นรถขึ้นภู)
๑๑๓) อากาศข้างบนร้อนมาก วัดกำลังบูรณะ และที่สำคัญ เราหารอยพระบาทไม่เจอ
๑๑๔) แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ‘เราพิสูจน์แล้วว่า...หนูทำได้ ติดิ๊ด ติดิ๊ด’
๑๑๕) ขากลับ พิมพาเหยียบเบรกเท้าเบรกมือตลอดทาง ๕๕
๑๑๖) ต่อจากวัดภูพระบาท เลี้ยวเข้า ‘แก่งคุดคู้’ เพราะลุง (อีกคน) บอกว่า ‘ต้องไปแก่งตอนเช้า ไปตอนเย็นไม่มีอะไรขายหรอก’ เราเชื่อว่าลุงไม่โกหก (อีกที)
๑๑๗) อากาศร้อนหน้าไหม้แต่ทำไมถ่ายรูปออกมาต้นไม้มันเขียวสด
๑๑๘) คาดว่าคนแต่งเพลง ‘ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง’ ครั้งนึงเคยมาเหยียบแก่งคุดคู้ เพราะขนาด ๑๐ โมงเศษยังมีคนทอดแหเฝ้าจับปลา
๑๑๙) ทรายตรงแก่งคุดคู้ตอนกลางวันร้อนเหมือนถ่านติดไฟ แต่เราก็ยังย่ำเดินกันจนถึงริมน้ำ
๑๒๐) ตลกตรงที่ว่า ตลอดทางมันร้อนเหมือนเตาปิ้งหมูพี่เปี๊ยก แล้วเราก็บ่นว่าร้อน แต่เราก็ยังบ้าเดินกัน
๑๒๑) มะพร้าวแก้วที่นี่อร่อยดี เคี้ยวทีเพลินไปทั้งวัน
๑๒๒) การเรียกรถสกายแล็ปให้มารับไปส่งท่าออกรถน่าจะเป็นสิ่งที่คนปกติไม่ทำกัน แต่เราทำ
๑๒๓) ดังนั้น เราจึงได้นั่งรถสกายแล็ปฝ่าฝูงชนที่กำลังเดินช้อปปิ้งในเวลาพลบค่ำ
๑๒๔) ถ้าในตั๋วระบุว่ารถออกตอนทุ่มสี่สิบห้า ให้จำใส่ใจว่าจริงๆ มันจะออกตอนทุ่มครึ่ง
๑๒๕) เหมือนโชคเข้าข้างเพราะตลอดทั้งคันมีผู้โดยสารแค่ ๘ คน สามารถเอนเบาะจนสุดไข ยืดขาได้เต็มสตรีม
๑๒๖) แต่ ๒ ชั่วโมงให้หลังแทบจะตกเก้าอี้หลังเดาะเพราะกระเป๋ารถเมล์บอกว่า ‘ลูกปืนแตก’
๑๒๗) ลูกปืนแตกไม่ได้หมายความว่ามีใครมาดักจี้ปล้นหรือทำปืนลั่นระหว่างเกียร์รถ แต่มันสื่อว่า ‘รถเสีย’
๑๒๘) เราต้องย้ายไปนั่งคันใหม่ที่มีผู้โดยสารก่อนหน้านั้น ๒๐ กว่าคน และด้วยอาการสลึมสลือ พิมพานึกว่าเค้าให้มาขึ้นรถทัวร์พระเพราะเหลืองเป็นจีวรพระทั้งคันรถ
๑๒๙) สติมาปัญญาเกิด ไอ้ที่เหลืองๆ คือสีผ้าห่ม หาใช่สีจีวรไม่
๑๓๐) ที่นี่ทำให้เราได้รู้ว่า VIP ย่อมาจากวิปริต ซึ่งกองกันอยู่หลังรถ ไม่ว่าจะเป็นกะเทยหน้าเหียกพูดมากหัวเราะเหมือนคนเมากัญชา หรือชายกึ่งหนุ่มกึ่งแก่หน้ามันย่องเมาน้ำลายพูดไม่หยุดและพยายามจะเปิดทีวีจากโทรศัพท์ตอนเที่ยงคืน ไม่รู้พี่แกบ้าหรือง่าวที่พยายามจูนคลื่นในป่าและเปิดลำโพงดังลั่นรถ
๑๓๑) กระเป๋าที่นี่ซื่อตรงในหน้าที่มาก กลัวเราขาดทุนค่าข้าว ๑๕ บาทจนถึงต้องมาปลุกให้ลงไปกินตอนตี ๒ (ซึ่งเวลานั้นพิมพากำลังได้ท่านอนสวยพอดิบพอดี)
๑๓๒) แล้วไม่นานน้ำแอร์ก็เริ่มรั่วตรงเบาะนั่ง เริ่มจากรั่วตรงขาลามปามมาถึงหัว
๑๓๓) ทั้งหมดทั้งมวลคาดว่าเป็นบทลงโทษที่แอบไปเปิดพัดลมวัดนั่งดับความร้อน
๑๓๔) แต่ที่ทำให้ตกตะลึงจนต้องเอามือทาบอก ‘รถมาถึงกรุงเทพฯ ตรงเวลาว่ะ’ โอ้วจอร์จ! ซาร่าอึ้งมาก รถทัวร์ไทยก็ทำได้
๑๓๕) ขอบคุณที่ตลอดทั้งทริปเราไม่ทำหน้าบูดใส่กัน แม้ว่าอากาศจะร้อนเหียกแต่อารมณ์เรายังเย็นกันได้เหมือนน้ำจากฝักบัวที่อาบ
๑๓๖) เชียงคานเป็นเมืองสงบ โปรดอย่าเอาความศิวิไลซ์ไปทำลายเชียงคาน





