i love second hand
posted on 29 Oct 2009 22:22 by mayharuko in style
ถ้าเปิดตู้เสื้อผ้าดูจะพบว่า ๙๙.๙๙% ของเสื้อผ้าทั้งหมดที่ครอบครองเป็นเสื้อผ้ามือสอง (จนหากใครคิดจะถามควรถามว่ามีเสื้อผ้ามีหนึ่งอยู่กี่ชิ้น?) ส่วนใหญ่ซื้อมาจากตลาดนัดใกล้บ้าน ตลาดวังหลัง แล้วนานๆ ทีโผล่ไปถึงกกท.หน้ารามคำแหง ยูเนี่ยนมอลล์ แต่จริงๆ แล้วในความคิดของตัวเอง แหล่งของมือสองที่เจ๋งที่สุดก็คือ “ตลาดนัดแถวบ้าน” หรือไม่ก็ “ร้านแบกะดิน” ที่นานๆ โผล่มาที (กลัวเทศกิจจับ) วางขายทีไรมีของดีให้ต้องเสียเงินอยู่เรื่อย
จะว่าไปในชีวิตนี้ใช่แต่เสื้อผ้าที่ใช้ของมือสอง สารพันสารพัดสิ่งรอบตัวส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นของที่เค้าใช้แล้วเอามาโละขายราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์, หนังสือ, วีซีดี/ดีวีดีหนัง ซึ่งหากไม่คิดอะไรให้มากความก็สามารถตัดสินใจซื้อได้อย่างสะดวกใจและสบายกระเป๋า
อาการยินยอม ชื่นชม ชอบใจ ของมือสอง หาได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ควรจะประหยัดมากกว่าจะจ่าย หรือกระแสรักษ์โลกที่ประโคมโหมให้คนหันมาใส่ใจถึงสภาพแวดล้อมให้มากขึ้น อะไรที่ reuse ได้ก็โปรด reuse หรือ recycle ได้ก็โปรดจง recycle
แรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่ทำให้ซื้อของมือสองก็มากจาก “พ่อ” และ “แม่” แต่ก็ไม่ได้มาแบบกรอกหูให้ลูกใช้ของมือสองตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก กลับเริ่มจากการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อาทิเช่น การซื้อเสื้อผ้ามือสองให้ลูกใส่ตั้งแต่เพิ่งเดินได้ (เด็กโตไว เดี๋ยวเดียวเสื้อผ้าที่ซื้อมาก็คับ ยังไม่คุ้มเงินที่จ่ายไป เสื้อผ้าเด็กเห็นตัวเล็กๆ ราคาแพงหูฉี่ นัยว่าตัวเล็กเลยเย็บยาก เสื้อผ้าเด็กมือสองตัวละ ๕ บาท ๑๐ บาท คุ้ยกันไม่หวาดไม่ไหว ขณะคุ้ยก็ได้พูดคุยกับสมาคมแม่บ้าน (ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะคติระหว่างลูกตนกับลูกคนอื่น) การใช้รถมือสอง ซื้อแจกให้ลูกคนละคันยังไม่สะดุ้งเท่าซื้อคันใหม่ ๑ คัน (เดี๋ยวนี้คนเบื่อง่าย หน่ายเร็ว บางคนซื้อมาขับได้เดือน สองเดือน เปลี่ยนใหม่อีกแล้ว แล้วทำไมต้องไปซื้อคันใหม่ให้เสียเงินแพงเป็นเท่าตัว มือสองสภาพดี เครื่องเจ๋งมีเยอะ เดินเข้าไปเลือกไป)
จากเด็กตัวเท่ามดที่เผลอเห็นพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของพ่อแม่ ซึมซับจนเติบโต คตินิยมการใช้ของมือสองเริ่มเปลี่ยนไป จริงอยู่ว่าพ่อแม่ทำให้เห็น แต่นั่นเป็นเพราะเค้าซื้อมา เราก็ใช้ไป
เมื่อโตจนรู้ความ แยกแยะออกได้ว่าเสื้อผ้าที่ขายตามตลาดนัด = ของก๊อปและของโหล ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ค่อยจะเหมือนใครมาแต่ไหนแต่ไร บวกกับการไม่อยากเดินไปเจอใครใส่เสื้อซ้ำเหมือนตัวเอง ทำให้เกิดความนิยมของมือสองขึ้นไปอีก (หรือจะมีใครอุตริ “ก๊อป” ของมือสองขายบ้าง ?) การใส่เสื้อผ้าที่ไม่ซ้ำใครเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เดินไปยืดไปได้อย่างเต็มตัว แม้หน้าตาไม่เลิศเลอแต่อย่างน้อยก็รู้อยู่เต็มอกว่าอย่างไรซะก็ไม่มีใครใส่เสื้อ, กางเกง, กระโปรง เหมือนอย่างที่ฉันใส่ แหม...ขนาดแบรนด์แท้ๆ ราคาแพง ยังมีคนใส่มาชนกันจนได้ (อย่างพิงค์กี้กับเจนสุดาที่ใส่ชุดเหมือนกันเด๊ะมางานเดียวกัน หรือดาราฮอลลิวู้ดที่ใส่ชุดเหมือนกันแต่แต่งคนละสไตล์ ให้คอลัมนิสต์เขียนเปรียบเทียบว่าใครใส่ดูดีกว่ากัน) ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนี้คงเสียเซลฟ์น่าดู เพราะต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเองเลือกสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ส่งเสริมให้ของมือสองมีความหอมหวนมากยิ่งขึ้น นั่นคือ “ราคา” ปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาของมือสองนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับราคาทั่วๆ ไป (ละเว้นไว้ในฐานะของแบรนด์เนมมือสอง) เสื้อยืดตลาดนัดตัวละ ๙๐ บาท ถ้าไปซื้อมือสองในราคาเดียวกันนี้ สามารถซื้อเสื้อยืดลายเก๋ได้ถึง ๒ ตัว เผลอๆ ได้ถึง ๓ ตัวด้วยซ้ำไป หรือกระโปรงมือหนึ่งตัวละ ๑๙๙ สามารถซื้อมือสองได้ถึง ๒ ตัว หรือ ๓ ตัวหากเจอร้านที่ดั๊มพ์ราคากระหน่ำเซลล์สุดๆ เหลือตัวละ ๖๐ บาท หรืออาจโชคดีกว่านั้นหากเจ้าของร้านจะเลิกกิจการ ลดเหลือตัวละ ๒๐ บาท (กรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ณ ตลาดนัดใกล้บ้าน)
สำหรับกระแสโลกร้อนนั้นเป็นเหมือนผลพลอยได้ (เพราะ “กระแส” มาหลัง “ความนิยม”) จากโฆษณา คำกล่าวอ้าง องค์ความรู้บอกต่อกันมาว่า การใช้เสื้อผ้ามือสองเป็นการลดขั้นตอนการจัดหา ลดกระบวนการผลิต ทำให้สูญเสียพลังงานน้อยลง ทำให้โลกร้อนช้าลง และหากเป็นจริงอย่างที่บอกมา แสดงว่า พฤติกรรมหนึ่งของฉันช่วยลดโลกร้อนไปโดยปริยาย ซึ่งก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง
กระนั้น การชอบของมือสอง (หรืออาจรุนแรงจนกลายเป็นคลั่งไคล้) ถือเป็นรสนิยมส่วนบุคคล ไม่มีใครบังคับใครให้ชอบได้ บางคนอาจไม่ชอบวันนี้ แต่อยู่ไป ๕ ปีข้างหน้าอาจเกิดชอบขึ้นมาก็ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการใช้ของมือสองก็คือ “การทำความสะอาด” ให้แน่ใจว่าสะอาดจริงๆ จึงค่อยสวมใส่และของบางอย่างก็ไม่ควรใช้ของมือสองเพื่อความปลอดภัย อาทิ “ชุดชั้นใน” ไม่ว่าจะชิ้นบนหรือชิ้นล่าง (แต่ก็แอบเห็นบรรดาป้าๆ ไปเลือกอยู่บ่อยครั้ง)
อ้อ !! และถ้าจะเลือกของขวัญให้ใครสักคน ฉันว่าของสิ่งนั้น”ไม่ควร” เป็น “ของมือสอง”
edit @ 29 Oct 2009 22:27:48 by คนข้างเคียงเดือนสิบสอง



